วันอังคาร เซ็ง

posted on 13 Oct 2009 13:14 by poloplow

วันอังคารนี้  เซ็งดีเหมือนกันแฮะ

1. เมื่อวาน  เข้าไปดูผลrandomลงทะเบียนเทอม2  ปรากฏว่าวิชาkorean1 ไม่ได้เรียน

2. เมื่อเช้ากดตังค์ 11000 จ่ายค่าลงทะเบียนกับค่าหอพัก

3. ตังค์ใช้ถึงสิ้นเดือนเหลือ 1300 บาท

4. เบื่อ  ไม่มีอะไรทำมากมาย

5. จริง ๆ ก็มีหนังสือที่ยังไม่ได้อ่าน  นิยายที่อยากแต่ง  แต่ไม่มีอารมณ์เลย

6. อีกตั้ง 12 วันกว่าจะเปิดเทอม

7. ไม่มีแฟน(ฮิ้ววววววววววว)

8. ปวดหลัง

9. กลางวันง่วง กลางคืนไม่ยอมนอน

10. รักคนอ่านทุกคนนะจ๊ะ

 

ปล. ว่าแล้วรีบกลับไปนอนดีกว่า^^

วันนี้ ณ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

สายลมสอบfinal วิชาสุดท้าย การใช้ภาษาไทย USAGE OF THE THAI LANGUAGE 90 ข้อ ภายในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง  ไม่ใช่เก่งหรอกนะ  ก็แค่อ่านผ่าน ๆ แล้วก็กาไปเรื่อย ๆ แบบว่าอยากจะอาเจียนเพราะอ่านเยอะมาก ๆ

จากนั้นก็เข้าเว็บมหาลัย  ลงทะเบียนเทอม 2 อีกนิดหน่อย... เป็นอันหมดสิ้นภาระอย่างแท้จริง

ยัง ๆ ๆ  ยังไม่หมด  มีค่าหอพัก(สายลมพักหอใน) 3000 ค่าเทอมอีก 8000  ที่ต้องจ่าย

แล้วก็ได้เวลาอยู่ว่าง ๆ นั่ง ๆ นอน ๆ อีก 20 วัน กว่าจะเปิดเทอมก็วันที่ 26 ตุลา

 

ตอนนี้คนในหอพักก็ทยอยเก็บข้าวของออกจากหอพักกันไปบ้างแล้ว

จากห้องทีวีรวมที่มักจะมีคนหน้าเดิม ๆ มานั่งประจำการ  คนเหล่านั้นก็ค่อย ๆ หายไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งวันนี้  แม้แต่ห้องข้าง ๆ ซ้าย - ขวา ก็เก็บของกลับบ้านไปเรียบร้อยแล้ว

กว่าจะเห็นหน้ากันอีกทีก็เปิดเทอม

เงียบดีจริง ๆ

 

เห็นคนอื่นกลับ  แต่ทำไมสายลมไม่กลับ  สายลมคิดว่ากลับไปบ้านก็ไม่มีอะไรทำ  แต่จริง ๆ ก็คือห่วงรถมอไซด์  ล็อคเอาไว้แล้วก็อาจจะหาย(ก็เลยอยู่เฝ้ามันซะงั้น)

แล้วก็ถ้าอยู่ มข. อย่างน้อยก็ยังมีห้องสมุดให้เข้าไปอ่านหนังสือ มีห้องคอมให้เล่นที่เน็ตจะเร็วกว่าเดิมมาก ๆ (จริง ๆ ก็เร็วอยู่แล้ว)เพราะนักศึกษาที่จะมาแย่งทรัพยากรที่มองไม่เห็นกับเรากลับบ้านกันหมด

 

นอกจากนี้  สัปดาห์แรกนี้ก็คงจะไม่น่าเบื่อมากนัก  เพราะสายลมต้องซ้อมรำตอนเย็น

เนื่องจากวันเสาร์นี้  สายลมจะสอบรำ(แต่จริง ๆ ก็มีสอบอย่างอื่นด้วย)เกรดการสอบครั้งที่แล้วมา  ก็ประมาณ B ดีสุดก็ B+ แต่ที่จะเป็นปัญหาหน่อยก็คือว่า  เมื่อสัปดาห์ก่อน  อาจารย์สั่งให้แก้ท่ารำ(เกือบ)ทั้งหมด  คือรำเหมือนเดิม  แต่ตำแหน่งมือ ตำแหน่งขา ถูกจัดใหม่

ปัญหาก็คือ  ถ้าถึงเวลาสอบจริง ๆ แล้วสายลมเผลอทำท่าแบบเก่าตอนที่ยังไม่แก้ออกมา  ก็อาจจะถูกหักคะแนนเอาได้

แต่เอาเถอะ  ยังไงก็สู้ตายอ่ะนะ  สู้แค่ตาย  เย้!

 

ปล. อ่านแล้วอาจจะดูเบื่อ ๆ เซ็ง ๆ ซักหน่อยนะ^^

เซ็ง ๆ ๆ ก่อนหน้านี้เขียนได้ครึ่งนึงแล้ว  เน็ตเน่า  ตอนนี้ต้องใหม่ต้องพิมพ์ใหม่หมดเลย(จะพยายามให้ใกล้เคียง

กับของเดิมอ่ะนะ)

 

คุณ ๆ เคยฝันกันบ้างรึเปล่าเอ่ย

 

วันก่อน  สายลมฝันด้วยนะ

 

ฝันว่าได้เป็นแฟนกับนักศึกษาแพทย์ปี 1 คนนึง(ฝันโคตรโคตร)

 

ในฝัน  สายลมคิดอะไรรู้รึเปล่า

 

สายลมคิดว่า  ถ้าแฟนเรียนจบได้ทำงาน  ต่อไปนี้ชั้นจะสบายแล้ว  มีตังค์ใช้แล้ว  ไม่อดไม่อยากแล้ว!-_-

 

เวรกรรม  คนเค้ารู้นิสัยที่แท้จริงหมดเลย...

 

พอ ๆ ๆ เปลี่ยนเรื่อง

 

ก่อนที่กระแสเกาหลีฟีเวอร์จะเข้ามาในประเทศไทย  ก่อนหน้านี้เมื่อ 29 ปีก่อน(พ.ศ.2523)  เคยมีหนังไทยเรื่องหนึ่งที่ไปถ่ายทำที่เกาหลี  โดยมีนางเอก และตัวแสดงฝ่ายเกาหลี(ตัวประกอบ)เป็นคนเกาหลีทั้งหมด

 

เรื่องนั้นก็คือ... แอ่น แอน แอ๊น

อารีดัง  นั่นเอง เอง เอง เอง เอง

 

เรื่องนี้เกิดในสมัยสงครามเกาหลีเหนือ - ใต้  โดยอิงจากเหตุการณ์จริง  คือ  เมื่อเวลาตี 4 ของวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2493  กองทัพเกาหลีเหนือได้ยกทัพผ่านเส้นขนานที่ 38  รุกเข้าโจมตีเกาหลีใต้  และ 3 วันต่อมา(28 มิถุนา)ก็สามารถยึดกรุงโซลของเกาหลีใต้ได้  คณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติได้ขอความร่วมมือจากประเทศสมาชิกในการส่งความช่วยเหลือ  และหนึ่งในนั้นก็คือประเทศไทยของเรานั่นเอง

ตอนแรกประเทศไทยเราส่งความช่วยเหลือแค่อาหาร  ต่อมาคณะมนตรีฯ ขอกำลังทหารด้วย  ไทยจึงได้ส่งทหารไปร่วมรบ  อันเป็นจุดเริ่มต้นของหนังเรื่องนี้นั่นเอง

 

ณ สมภูมิรบในเกาหลี  ร.อ.พงษ์พันธ์  เทวาพิทักษ์ กับกองทหารไทยได้ซุ่มโจมตีทหารฝ่ายตรงข้าม  และปฏิบัติภารกิจได้สำเร็จ  แต่กลับมีทหารฝ่ายตรงข้ามคนหนึ่งรอดชีวิตและกระหน่ำยิงปืนใส่กองทหารไทยจนเกือบทุกคนเสียชีวิต  เว้นแต่ ร.อ.พงษ์พันธ์  ที่รอดชีวิตและถูกเพื่อนแบกไปรักษาที่หมู่บ้านชาวเกาหลีใกล้ ๆ

ณ หมู่บ้านโทนัมดวง ตำบลอารีดัง  พระเอกได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจาก โอบุนริ(นางเอก) หญิงสาวชาวบ้านและพ่อของเธอ  ในช่วงแรกพระเอกเดินไม่ได้เพราะบาดเจ็บที่ขา ก็ได้นางเอกช่วยพาไปหัดเดินทุกวัน  ส่วนพระเอกก็สอนภาษาไทยให้นางเอก  นางเอกมักจะเรียกพระเอกว่า "คุณทหาร"(ด้วยสำเนียงเกาหลี ฟังดูน่ารักดี)

จนในที่สุดทั้งสองก็ตกลงแต่งงานกันเป็นเรื่องเป็นราว  เนื่องจากทุกอย่างทั้งตัวแสดง(ยกเว้นพระเอก) สถานที่ เครื่องแต่งกาย บรรยากาศ และพิธีกรรม เป็นเกาหลีจริง ๆ จึงทำให้ฉากแต่งงานดูสมจริงมาก ๆ

 

แต่เวลาแห่งความสุขก็อยู่ได้ไม่นาน  เพราะเมื่อสงครามจบลงพระเอกก็ต้องกลับประเทศไทย(พูดเหมือนไม่ดีใจที่สงครามสงบเนอะ  แต่จริง ๆ สงครามสงบน่ะดีแล้ว)  พระเอกพยายามขอผู้บังคับบัญชาพานางเอกและพ่อนางเอกกลับประเทศไทยด้วย  แต่ติดที่เรือจะเดินทางกลับมีพื้นที่ไม่พอ และถ้าอนุญาตจะมีนายทหารคนอื่นที่มีภรรยาเป็นคนเกาหลีขอพาภรรยากลับประเทศไทยด้วยเช่นกัน

 

เรื่องจะจบลงอย่างไร  ไม่บอก  ลองไปดูเองนะ  ใน youtube มีตั้งแต่ต้นจนจบเลย  พิมพ์คำว่า  อารีดัง 

(ต้องขออภัยด้วยที่หารูปมาให้ดูมากกว่านี้ไม่ได้นะ  ติดที่บางเว็บก็ไม่อนุญาตให้นำรูปไปเผยแพร่)

(พระพุทธรูปที่พงษ์พันธ์ และโอบุนริ มาขอพรให้ความรักยืนยาว)

 

ภาพยนตร์เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทย และ เกาหลีใต้  ในสมัยรุ่นปู่เมื่อเกือบ 60 ปีก่อน  ขณะที่ประเทศไทยในปัจจุบัน  กำลังรับอิทธิพลด้านความบันเทิงและวัฒนธรรม  โดยมีน้อยคนที่จะหันกลับมาศึกษาถึงเรื่องเหล่านี้  ว่าประเทศเขา - ประเทศเรา เคยเกิดเหตุการณ์อะไรบ้าง  จึงกลายเป็นรากฐานต่อความสัมพันธ์ในปัจจุบัน

ใครที่คิดว่าดูภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วน่าเบื่อ  อยากบอกเลยว่าคิดผิด  เพราะหนังเรื่องนี้สนุกมากถ้าดูโดยมาตรฐานของภาพยนตร์สมัยก่อน(เพลงเพราะมาก ๆ ด้วย)  หรือต่อให้นำมาเทียบกับภาพยนตร์ไทยสมัยนี้ยังดูดีกว่าหลาย ๆ เรื่อง  ที่เป็นหนังตลกแบบไร้สาระ  เล่นมุขหยาบคาย  ตบหัวกัน  เป็นไหน ๆ

ลองเข้าไปดูกันนะ^^ 

 

ขอบคุณรูปภาพจาก www.iseehistory.com www.sellvcd.com www.thaifilm.com http://music.oldsonghome.com

ปล. พระเอก  คุณ จตุพล  ภูอภิรมย์  เสียชีวิตแล้วเมื่อปี 2524  ส่วนนางเอกคุณ ชอง ซุน มี ตอนนี้เป็นอย่างไรไม่ทราบ  เพราะหาข้อมูลไม่ได้เลย

ปล2. จริง ๆ คำว่าอารีดัง น่าจะเป็นคำว่า อารีรัง(Arirang)  คำนี้มีความหมายเป็นคล้าย ๆ กับเพลงพื้นบ้านของเกาหลี  เหมือนกับที่บ้านเรามีเพลงพื้นบ้านไทย  เพลงอีแซว  เพลงหมอลำ  อะไรประมาณนั้น

ปล3. เมื่อประมาณ 10 กว่าปีก่อนมี อารีดัง อีกเวอร์ชั่นนึง  ฉายทางช่อง 5  นักแสดงนำคือ พล ตัณฑเสถียร และ น้ำฝน กุณณัฏฐ์ (ตอนนั้นเรายังเด็กอยู่เลย)