ไม่ได้อัพมา 5 เดือนละ

posted on 11 Jul 2008 22:27 by poloplow

     หลังจากที่ไม่ได้เข้ามาอัพตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ มาจนถึงวันนี้ วันที่ 11 กรกฏาคม 51  สิริอายุได้ 5 เดือน กับอีก 2 วัน(สิริอายุไรฟะ)

 

     มาวันนี้... มาตอนนี้...  สำหรับคนที่หลงเข้ามาอ่าน  ก็จงอ่านต่อไปจนจบเถอะ

 

     มีเรื่องจะเล่าขอเริ่มที่เรื่องการทำงานคณะกรรมการนักเรียนก่อน  เรา(แต่ก่อนใช้คำว่าผม แต่คำว่าเราดูกันเองดี)ทำงานคณะกรรมการนักเรียนที่ได้รับผิดชอบกิจกรรมหน้าเสาธง  ขอบอกเลยว่าเราเป็นคนที่เงอะงะ และเบลอในการทำงานมาก ๆ   เมื่อวันก่อน ๆ น่าจะประมาณวันอังคารที่ผ่านมาระหว่างที่กำลังสวดมนต์ไหว้พระ  มีหมาสีน้ำตาลผอม ๆ ตัวหนึ่งเดินด้วยสี่เท้าอันทรงเกียรติ(เกลียด?)ขึ้นมาบนเวทีประกอบพิธีหน้าเสาธง  จากนั้นก็นอนลงตรงขอบ ๆ เวที  ท่ามกลางสายตานักเรียนร่วม 2500 คนต่างก็สนใจว่าเราจะจัดการกับมันอย่างไร...

 

     ไม่ใช้พลังกดดันวิญญาณ(ไม่ใช่Bleach)  ไม่ใช้จักระ(ไม่ใช่Naruto)  แต่เราใช้ขาหลังที่แสนอวบอ้วนกระแทกเบา ๆ ด้วยความรักไปยังท้องของน้องหมา  ส่งผลให้น้องหมาซัดเซร่วงลงไปซบปฐพีด้วยแรงจากteenและแรงดึงดูดของโลกที่มีผลกับวัตถุทุกชนิดบนโลก

 

     แค่นั้นแหละ  นักเรียนต่างพากันหัวเราะไม่เป็นอันสวดมนต์ไหว้พระ  กรรมการนักเรียนที่กำลังนำสวดจำเป็นต้องหยุดสวดออกไมล์ด้วยเสียงหัวเราะที่ทะลักทะลายออกมาจากริมฝีปากอย่างไม่หยุดยั้ง  เรารีบกลับมาสวดมนต์ที่เดิมด้วยความรู้สึกอาย ๆ เพราะจริง ๆ แล้วรอให้สวดมนต์เสร็จค่อยไปไล่หมาก็ยังไม่สายหรอกนะ

 

     อีกเรื่องนึงที่อยากเล่าเป็นเกี่ยวกับลักษณะนิสัยของตัวเอง  คือเราเป็นคนที่อ่อนไหวต่อคำพูดของคนอื่นค่อนข้างมาก  ปกติมักจะอารมณ์ดี  แต่ถ้ามีใครมาตำหนิทั้ง ๆ ที่เราทำดีที่สุดแล้วหรือมีคนมาเถียงกับเราเราจะรู้สึกเดือดขึ้นมาทันที  บ่อยครั้งจะเถียงกลับแบบพยายามเอาชนะ  บางครั้งจะเผลอพูดคำแรง ๆ กับเพื่อน(ไม่ได้พูดแรงนะ  พูดระดับปกติแต่คำมันเจ็บบาดลึกอ่ะ)  มีน้อยครั้งที่เรารู้สึกตัวแต่ถ้าเรารู้สึกตัวเราจะยิ้มแล้วก็พูดติดตลกกับทุกคน

 

     วันนี้มีเรื่องนึง  คาบ 7 คาบสุดท้ายเป็นคณะสี  ซึ่งนักเรียน ม.6 จะต้องไปรวมกันที่อัดสะจัน(เขียนไม่ออก)เพื่อซ้อมเพลงเชียร์ลีดเดอร์  พอไปถึงได้ซักพักพอเพื่อน ๆ กับน้อง ๆ ขึ้นบนอัดสะจันเรียบร้อยแล้วกำลังจะซ้อมเพลง  เราก็เดินลัดสนามข้ามไปที่อาคารเรียนไปหาอาจารย์ท่านหนึ่งเพื่อคุยธุระ  พอคุยธุระเสร็จกลับมาที่เดิมเราก็เดินไปดูสีแสดที่อยู่ข้าง ๆ ซักพักเดินกลับมาที่สีของตัวเอง(สีเหลือง)เพื่อนคนหนึ่งทักว่า  "ทำอะไรบ้างนอกจากเดินไปเดินมา"  *** หมายเหตุ  เพื่อนคนอื่น ๆ กำลังพารุ่นน้องร้องเพลง

 

     พอได้ยินแบบนั้นก็เคืองนิด ๆ อ่ะดิ  เพราะเราเพิ่งกลับมาจากคุยธุระกับอาจารย์  แล้วเดินไปดูสีแสดหน่อยเดียว  เพื่อนคนนี้ไม่รู้ว่าเราไปทำอะไรมาก่อนถึงมาประชดเราแบบนี้  ตอนนั้นเราก็ตอบกึ่ง ๆ ขึ้นเสียงกลับไปทันทีว่าไปหาอาจารย์xxxมา  แล้วเพื่อนคนนั้นก็เดินไปซ้อมน้องร้องเพลงต่อ  ตอนนั้นมันยังไม่เท่าไหร่  แต่ซักพักเราก็เริ่มกลับมาคิดแล้วว่า  ทำไมเพื่อนคนนี้ถึงได้มาประชดเรา  ระหว่างที่อารมณ์โกรธจะเกิดขึ้นเราก็ฉุกคิดได้ว่า  ทุกคนที่มาช่วยงานต่างก็เหนื่อยเหมือนกัน  การที่เราจะเจอคำพูดแบบนั้นก็ไม่แปลก  ที่สำคัญคือเราต้องเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น  เราไม่จำเป็นต้องเข้าใจหมดทุกคน  แต่ขอให้เรารับรู้ว่าคนอื่นรู้สึกอย่างไรและขอให้ใช้ความเยือกเย็นและรอยยิ้มเป็นการโต้ตอบ  เพื่อที่ว่าทุกคนจะอยู่ร่วมกันอย่างเคารพซึ่งกันและกัน  และจะทำให้สังคมสงบสุข

 

ปล. มีวิธีระงับอารมณ์โกรธแบบง่าย ๆ มาฝาก  คือ 

1. เมื่อเรากำลังโกรธกับใครอยู่ให้เราคิดไว้เลยว่า  ความโกรธทำให้แพ้เสมอ  แพ้คือแพ้ใจตัวเอง  คนที่แพ้ใจตัวเองจะไม่มีวันชนะอะไรเลย  ว่าแล้วให้เราหลีกออกจากสถานการณ์ตรงนั้นไปหาที่สงบ ๆ ถ้าอีกฝ่ายตามมาก็หาทางหลบให้ได้  หรือถ้าหลบไม่ได้ก็อย่าไปโต้ตอบ  เพราะโต้ตอบก็ทำให้เรายิ่งแพ้กว่าเดิม

2. ถ้าอยู่ห่างจากคนที่เราโกรธได้แล้ว  ให้เราไตร่ตรองเหตุการณ์ให้ถี่ถ้วน  จากนั้นให้คิดไว้เสมอว่าเราเป็นฝ่ายผิด  ไม่ว่าการโกรธหรือการทะเลาะกันนั้นใครจะเป็นฝ่ายผิด  แต่ให้คิดว่าเราผิดเสมอ  แล้วหาเหตุผลกับตัวเองว่าทำไมเราจึงผิด  ห้ามอ้างว่าไม่มี  เพราะความโกรธนั่นแหละคือความผิดแล้ว

3. จากนั้นเมื่อเรายอมรับได้ว่าเราผิด  เราจะเริ่มสงบลง  หลักสำคัญคือห้ามคิดว่าเราถูกเพราะจะเป็นต้นตอแห่งความพยศ  แต่ถ้าหากว่าเรายังเลิกโกรธไม่ได้  ให้พยายามทำท่าที่ทำไม่ได้  เช่น  เอาแขนซ้ายมากอดเอวด้านขวา  จากนั้นพยายามดึงมือซ้ายให้ไปจับไหล่ซ้ายให้ได้  ยิ่งโกรธก็ยิ่งดึงจนกว่าความโกรธจะหมดไป   *** หมายเหตุ2  ลองคิดท่าแปลก ๆ ขึ้นใช้เองก็ได้  เช่น  พับเข่าให้ติดกระดูกสันหลัง,  จูบคอ  จะทำให้เราเกิดความภาคภูมิใจในภูมิปัญญา(ที่มีไม่มาก)ของเราเอง  555+

4. เมื่อใจเราสงบลงแล้ว  ถ้าเหตุการณ์นั้น ๆ เราเป็นต้นเหตุของความผิดให้เราไปขอโทษอย่างกล้าหาญนะจ๊ะ  แต่ถ้าอีกฝ่ายมีส่วนร่วมด้วยเราก็สงบ ๆ เอาไว้  แล้วใช้การกระทำความดีในชีวิตประจำเป็นตัวสมานแผลใจจ๊ะ^^

วันมะรืนนี้

posted on 09 Feb 2008 23:03 by poloplow
ผมเป็นคนธรรมดา ๆ เรื่อยเปื่อยไปวัน ๆ งานส่งทันบ้าง ไม่ทันซะส่วนใหญ่
แต่นับจากนี้ต้องเปลี่ยนตัวเองกลายเป็นคนใหม่อย่างฉับพลัน โดยเฉพาะการมาโรงเรียนที่ห้ามสายอีกต่อไป

เมื่อผมอยู่ในห้องผม ผมก็ต้องการการยอมรับจากสมาชิกในห้อง

แต่ตอนนี้ ผมต้องการการยอมรับจากคนทั้งโรงเรียน

เป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะ ผมสัญญาว่าจะไม่ยอมแพ้ จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

     เพิ่งจะเมื่อวานนี้เองที่ผมเริ่มเข้าโรงเรียนอนุบาล  ห้องเรียนที่เต็มไปด้วยของเล่นและโปสเตอร์ ก ข ค  A B C  1 2 3  เป็นดั่งสนามเด็กเล่นที่มีเพื่อน ๆ มารวมกันมากมาย  พวกเราไม่ได้รู้หรอกว่าเรามาโรงเรียนเพื่อเรียนหนังสือ  รู้แต่เพียงเราได้เล่นอย่างสนุกสนาน  เราได้กินอิ่มและอร่อย  เราได้นอนพักผ่อนอย่างมีความสุข  เราได้รอพ่อแม่มารับกลับบ้าน  ตอนนั้นเราไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าเราจะต้องโต

 

     เพิ่งจะเมื่อวานนี้เองที่ผมเรียนอยู่ชั้น ป.4  เป็นช่วงเวลาที่เรารู้และเข้าใจสิ่งรอบข้างมากมายขึ้น  แต่เราก็ยังคงสนุก  ยังมีความสุข  ยังให้ความสำคัญกับการเรียนไม่มาก  เด็กอนุบาลช่างดื้อและน่ารำคาญแต่เราก็ยังเล่นกับพวกเขาได้     สปช.  สลน.  กพอ.  อักษรย่อวิชาที่เราเพิ่งรู้ หรือไม่ก็เพิ่งจะสนใจความหมาย...  ค่อย ๆ บอกเราถึงการเปลี่ยนแปลงในความรับผิดชอบด้านการเรียนที่เพิ่มขึ้น  เราไม่รู้สึกว่ามันหนักหนา  เราเริ่มคิดว่าเราอยากโตเป็นผู้ใหญ่  อยากเป็นตำรวจ  ทหาร  หมอ  พยาบาล  ครู  นายกฯ  ฯลฯ  ความฝันที่ไม่มีกิเลสเคลือบแฝงผลิดอกอย่างงดงาม  ท่ามกลางความไร้เดียงสาของวัยเด็ก

 

     เพิ่งจะเมื่อวานนี้เองที่ผมเรียนอยู่ชั้น ม.3  หลังจากผ่านช่วงประถมมาได้ 2 ปี  ประสบการณ์บอกกับผมว่า  การเรียนที่ผ่าน ๆ มาเป็นแค่เพียงของเล่นที่ผ่านมือไป  จะสนใจหรือไม่สนใจก็ได้เปรียบดั่งมาลัยบนรถยนต์ที่กำลังวิ่งอย่างช้า... ช้า....  แต่นับจากนี้รถยนต์จะวิ่งเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าหากเราบังคับพวงมาลัยไม่ดีเราก็มีสิทธิ์เกิดอุบัติเหตุ  อาจถึงขั้นต้องหยุดรถระหว่างทาง  ทางที่รถคันอื่น ๆ กำลังวิ่งแซงเราขึ้นไปข้างหน้า  อย่างน้อยถ้าไม่สามารถบับคับรถให้เร็วและแซงผู้อื่นได้  พยายามประคับประคองไม่ให้รถเกิดอุบัติเหตุก็ยังดี  เราเริ่มกังวลถึงอนาคตข้างหน้าทีละน้อย ๆ  เรารู้ว่าเราเริ่มโต และเราจะโตขึ้นอีก  ไม่ใช่เฉพาะร่างกาย  แต่หมายถึงความรับผิดชอบที่จะโตขึ้นจนเราอาจจะรับไว้ไม่ไหว

 

     เมื่อวาน วันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2551 ตอนนี้ผมเรียนอยู่ชั้น ม.5  สำหรับคนอื่น ๆ ที่วางแผนสำหรับตัวเองดีคงจะกำหนดแผนการเรียน  คณะที่ใช่ มหาลัยที่ใฝ่ฝันไว้แล้ว  แต่อีกหลาย ๆ คนยังคงสบาย ๆ รอเพื่อนตัดสินใจแล้วไปตามเพื่อน  ส่วนผมล่ะ???  ผมคงจะอยู่ในประเภทหลังล่ะมั้ง  ด้วยการเรียนที่ไม่ค่อยดีนัก  บวกกับความถนัดในตอนนี้  ที่ของผมอยู่ตรงไหน?  ที่ของผมจะเป็นยังไง?  แล้วถ้าผมไปแล้วมันจะทำให้ผมมีความสุขรึเปล่า?   ตอนนี้ทั้งเรื่องการเรียนปัจจุบัน และการเรียนในอนาคตเป็นสิ่งที่รบกวนจิตใจอย่างแรง  ผมจะสู้ไปข้างหน้า  เหมือนวัวนั่นแหละ  เจอผ้าแดงก็วิ่งไล่  ชนอย่างไม่รับรู้อะไร  รู้แต่ว่าต้องไปให้ได้  ไปให้สุดแรง

 

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

     วันนี้

     ตอนนี้มีเรื่องรบกวนจิตใจคือเรื่องการสมัครคณะกรรมการนักเรียน  ปกติโรงเรียนของผมจะให้นักเรียน ม.4 ที่จะขึ้น ม.5 ในปีการศึกษาต่อไปจัดทีมเข้าสมัครประธาน(เรียกง่าย ๆ )  แต่ปีนี้กลับให้นักเรียน ม.5 ที่จะขึ้น ม.6 สมัครด้วยเหตุผลว่า  การทำงานของคณะกรรมการที่ผ่านมาเกิดปัญหา  นักเรียน ม.6 ไม่ค่อยฟังคณะกรรมการ ม.5  ดังนั้นจึงแก้ปัญหาด้วยการให้ ม.5 ที่จะกลายเป็น ม.6 เป็นคณะกรรมการซะเลย  ใหญ่สุดในโรงเรียน 

     แล้วผมเกี่ยวอะไรด้วยล่ะ???  ผมก็สมัครประธานด้วยน่ะสิ  เหอ ๆ ๆ  ตอนแรกผมไม่ได้ตั้งใจจะสมัครหรอกนะ  แต่ว่าเพื่อนผู้หญิงกลุ่มหนึ่งเห็นว่าผมน่าจะพอพูดหาเสียงได้(หรือพูดให้หาเสียงไม่ได้  จะอธิบายทีหลัง)  ดังนั้นผมเลยได้ขึ้นพูดในฐานะผู้สมัครประธานนักเรียน  พูดตามตรงว่าจริง ๆ นักเรียน ม.5 แทบทุกกลุ่มไม่มีใครอยากสมัครประธานหรอก  เพราะช่วงเวลา ม.6 เทอม 1 ต้องเอาเวลาไปใช้ในการเรียนเพื่อสอบเข้า  ดังนั้น  ทีมของผมก็ไม่ได้อยากเป็นคณะกรรมการเหมือนกัน  ตอนนี้ผมก็เริ่ม งง งวย ซะแล้วสิ  ว่าจะพยายามพูดให้ได้เป็น หรือพูดให้ไม่ได้เป็น   อย่างไหนดี...

 

ปล. ขอสุขสันต์วันเกิดแด่ผู้ที่เกิดในวันที่  3  กุมภาพันธ์ ด้วยนะครับ