รู้สึกไม่สบายใจเลย

posted on 14 Jan 2013 23:26 by poloplow
จริงๆ ก็รู้ตัวเองอยู่แล้ว ว่าเป็นคนทำงานกับคนอื่นได้ยาก
 
แต่ก็ไม่คิดว่าจะขนาดนี้
 
อีกไม่กี่เดือนก็จะจบแล้ว หากสอบคอมผ่าน ผ่านเกณฑ์ทหาร ก็ต้องเริ่มหางานทำซะที
 
แต่ก็ยังไม่รู้เลยว่า ตัวเองจะไปได้ซักกี่น้ำ
 
งานแอบเล็งๆ ไว้ คืองานที่ไม่ต้องใช้วุฒิปริญญาตรีในการสมัคร
 
เพราะไม่อยากรับผิดชอบอะไรมาก ไม่อยากเถียงกับใคร ไม่ว่าจะใช้เหตุผลหรือไม่ใช้เหตุผล
ทำงานเครียดๆ มาก็คงจะเกลียดงานอีก
เป็นงานทำซ้ำซาก ไม่ใช้สมองก็ได้ ไม่อยากมีปัญหากับใครอีกแล้ว
เงินเดือนน้อยไม่เป็นไร ขอความสบายใจเป็นพอ
 
ถ้าไม่หลอกตัวเอง ภายนอกคนอื่นเห็นเราเป็นคนที่น่าจะเอาตัวรอดได้
 
แต่เรารู้ตัวเราดีว่า จริงๆ ก็ไม่ค่อยเท่าไหร่
 
ตั้งแต่ออกหนังสือไป รู้สึกว่าเพื่อนมองเราอีกแบบ อาจารย์บางคนก็ชม
อาจารย์บางคนก็ไม่คุยด้วยเหมือนเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา
 
แต่ในความสังเกต เพื่อนดูจะมีแต่พวกเฉยๆ กับหมั่นไส้
เพื่อนที่ชมก็มี แต่น้อยกว่าพวกที่หมั่นไส้ฃ
 
ถ้าไม่ติดว่า หนังสือเล่มแรกของชีวิต กับรางวัลที่ได้พร้อมกัน เป็นความภาคภูมิใจมาก ก็ไม่อยากเป็นคนเด่นแบบนี้
 
ไม่เก่งอะไรเลยก็ถูกหาว่าไม่มีจุดเด่น แข่งขันไม่ได้
 
พอเก่งในบางเรื่องมาก มากจนหาคนเดินตามได้ยาก ก็ถูกหมั่นไส้
ผมเคยเรียนเรื่องเกี่ยวกับคน จิตใจคนมาเยอะ และเขียนทุกเดือนไม่ได้หยุด
 
แต่พอถึงคราวที่เราจะกะเกณฑ์หัวใจคนจริงๆ ผมกลับเก็งผิดพลาดไปมากมาย
 
ทุกอย่างกลับตาลปัตรไปหมด
 
เพื่อนที่คิดว่าจะดีกับเรา แต่เอาเข้าจริงก็มองเรา แค่คนที่ได้ดีกว่าไม่ได้
 
เพื่อนที่เราไม่คาดหวังอะไร กลับมีให้เราคาดหวังเยอะแยะ
 
เคยคิดว่าจะจริงใจกับเพื่อนให้ได้เท่าๆ กัน แม้จะไม่ได้สนิทด้วยทุกคน หรือไม่สนิทกับใครเลย
 
แต่ก็ได้เห็นว่า ใจคนมันเป็นแบบนี้เอง
 
ผมไม่เคยคิดว่า เราจะต้องเชื่อตัวเองถึงขนาดไม่เชื่อใคร เราต้องใช้การตัดสินใจของตัวเองและผู้อื่นประกอบกัน
เพื่อหาทางเลือกที่ดีที่สุด
 
ผมไม่อยากให้วันหนึ่ง ตัวเองกลายเป็นเครื่องจักรที่มีแต่เหตุผล และสร้างสรรค์งาน
โดยจมอยู่ในโลก ที่ตัวเองมีหัวใจแต่เพียงผู้เดียว
 
แต่ในเมื่อคนรอบข้างไม่มีหัวใจให้เราเพียงพอ ผมก็ต้องคงสภาพตัวเองให้อยู่ในระดับปกติที่สุด
และยังคิด และสร้างสรรค์งานต่อไปได้
 
แม้จะไม่คาดหวังกับคนมากขึ้น หรือลดลง แต่พระเจ้าสอนให้ผมไม่เกลียดมนุษย์ รวมถึงไม่เกลียดตัวเอง
 
และผมก็หวังให้งานเขียนของตัวเอง ได้สร้างสรรค์โลกให้ดีขึ้น แม้ตัวเองก็ไม่ใช่คนดีนักก็ตาม
 
ปล. อาจจะอ่านไม่รู้เรื่องบ้าง เพราะพิมพ์เสร็จแล้วส่ง ไม่ได้อ่านทวนเลยครับ
ในชีวิตของผม ความสำเร็จเป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานมาให้หลายครั้ง ทั้งทำได้ดีและทำได้ไม่ดีนัก
แต่ผมสามารถเข้าใจได้ว่า ด้วยสถานภาพชีวิตบางอย่างของตัวเอง ความสำเร็จจำเป็นต้องเกิด
เพื่อเติมเต็มชีวิตให้ยังก้าวหน้าต่อไปได้ ไม่ให้ชีวิตเศร้าจนเกินไป
 
ขณะเดียวกันก็เป็นการประกาศความรักของพระเป็นเจ้าด้วย ผ่านวิธีการที่ผมถนัดที่สุด(มั้ง)
 
ก่อนหน้านี้ผมเคยแบกกางเขนอันหนึ่งตามพระองค์ และเมื่อมันถึงจุดหมาย ผ่านพ้นไปด้วยความเงียบเหงา
เหมือนฝังเมล็ดพืชลงใต้ดิน.. เหมือนคนตาย ที่จะไม่พบกับแสงสว่างอีก
 
แต่ก็บังเกิดต้นไม้ใหญ่สวยงามขึ้นมา ณ ที่ตรงนั้น
ทั้งที่เคยหวังแค่ต้นไม้เล็กๆ พอได้ชื่่นใจ(และไม่เคยคิดว่ามันจะได้เกิดด้วย)
 
ณ บัดนี้ผมกำลังเดิมพันร่วมกับพระองค์อีกครั้งหนึ่ง แม้กรอบแห่งความแวดล้อมโดยเฉพาะเวลาจะเข้าที่เข้าทาง
ตามที่พระองค์จัดเตรียมไว้ แต่การเดิมพันครั้งนี้ต่างจากครั้งที่แล้วมาก
การเดิมพันครั้งที่แล้วไม่มีอะไรให้เสียนัก และมีโอกาสสำเร็จสูงกว่าครึ่งต่อครึ่ง
 
แต่คราวนี้สิ่งแลกเปลี่ยนหนักหนากว่ามาก ถ้าพลาดนั่นหมายถึงความล้มเหลวที่ยากจะกู้คืน
แม้นามธรรมที่บังเกิดไม่ได้หายไปไหน แต่ความปวดร้าวที่ตามมาภายหลัง อาจจะยากเกินเยียวยา
 
แต่ในเมื่อมันมาถึงขั้นนี้แล้ว คงจะต้องสู้ต่อไปให้ถึงที่สุด
 
แม้การเดิมพันครั้งนี้จะน่ากลัวเหลือเกิน